วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สรุปทฤษฎีการสร้างความรู้ : Constructivism

2. ทฤษฎีการสร้างความรู้ ( Constructivism)

ทฤษฎีการสร้างความรู้มีรากฐานมาจากทฤษฎีการสร้างเชาว์ปัญญาของพีอาร์เจต์ (Jean Piaget) ซึ่งอธิบายว่า โครงสร้างทางสติปัญญาของบุคคลมีการพัฒนาผ่านทางกระบวนการดูดซับหรือซึมซับ (assimilation) และกระบวนการปรับโครงสร้างทางสติปัญญา( accommodation) โดยเขาเชื่อว่าทุกคนจะมีพัฒนาการตามลำดับขั้นจากการมีปฏิสัมพันธ์และประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมและสังคม นักทฤษฎีกลุ่มที่เชื่อในทฤษฎีนี้เห็นว่า แม้โลกนี้จะมีอยู่จริงแต่ความหมายของสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้มีอยู่ในตัวของมันเอง สิ่งต่าง ๆ มีความหมายขึ้นมาจากการคิดของคนที่รับรู้สิ่งนั้น ดังนั้น
สิ่งต่าง ๆ ในโลกจึงจึงไม่มีความหมายที่ถูกต้องหรือเป็นจริงที่สุดแต่ขึ้นกับการให้ความหมายของคนในโลก ดังนั้นทฤษฎีจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการและวิธีการของบุคคลในการแปลความหมายและสร้างความรู้ความเข้าใจจากประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งการแปลความหมายของแต่ละคนจะขึ้นกับการรับรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อความต้องการ ความสนใจ และภูมิหลัง ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้นการสร้างความหมายของข้อมูลความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องเฉพาะตนที่บุคคลจะต้องใช้กระบวนการทางสติปัญญาในการจัดกระทำ ไม่ใช่เป็นเพียงการรับข้อมูลเท่านั้น
2.1 ธรรมชาติของผู้เรียน
ผู้เรียนเป็นผู้กระทำและเป็นผู้สร้างความรู้ขึ้นเองเป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม สิ่งแวดล้อม บุคคล เหตุการณ์ และสิ่งอื่น ๆ มีบทบาท ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้เรียนปรับความเข้าใจเดิมของตนเองที่มี เช่น การรับรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อความต้องการ ความสนใจ ภูมิหลังของแต่ละบุคคลซึ่งมีความแตกต่างกันให้เข้ากับข้อมูลข่าวสารใหม่ โดยเชื่อมโยงความรู้ ระหว่างความรู้ใหม่กับความรู้เก่า(รู้ว่าตนเองได้เรียนรู้อะไรบ้าง) และสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา โดยผู้เรียนสร้างความเข้าใจด้วยตนเอง พยายามค้นหาความหมายของสิ่งต่าง ๆ มองเห็นความสำคัญในสิ่งที่เรียนรู้
2.2 บทบาทของผู้สอน
- ครูควรส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างตื่นตัว กล่าวคือ เป็นผู้ที่ไม่ใช่เพียงรับข้อมูลความรู้เท่านั้น แต่จะต้องเป็นผู้จัดกระทำกับข้อมูลหรือประสบการณ์ต่างๆ และสร้างความหมายของสิ่งนั้นด้วยตนเอง
- ครูควรสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมเนื่องจากปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความรู้ โดยควบคุมกระบวนการการเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้และคอยอำนวย ความสะดวกให้ผู้เรียนดำเนินงานไปได้อย่างราบรื่น
- ครูควรส่งเสริมให้ผู้เรียนนำตนเอง และควบคุมตนเองในการเรียนรู้ครูจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทตนเองจากผู้ถ่ายทอดความรู้และควบคุมการเรียนรู้ไปเป็นผู้ช่วยเหลือผู้เรียนในการเรียนรู้ ทำหน้าที่ช่วยสร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน จัดเตรียมกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของผู้เรียน
- ครูควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดเองว่าจะทำอะไรและยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถามกันเองได้ อีกทั้งครูเป็นคนให้คำปรึกษาแก่นักเรียนด้วย
- สำหรับวิธีการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้จากกลุ่มนั้น มีหลากหลาย เช่น การฝึกการถาม-ตอบ การจัดการสอนแบบจิ๊กซอว์ การสืบค้นข้อมูล เป็นต้น
2.3 ธรรมชาติของกระบวนการเรียนรู้
แนวความคิดของไวกอตสกี้ เป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิซึม (Social constructivism) ซึ่งเขาเชื่อว่า
- องค์ประกอบสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของบุคคล คือการสร้างสื่อกลางและมีการปฏิสัมพันธ์ ทางสังคมและวัฒนธรรม
- การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อม ทางสังคมและวัฒนธรรม ช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของบุคคล
- การช่วยเหลือและชี้แนะจากผู้ที่มีความชำนาญมากกว่าจะทำให้บุคคลสามารถแก้ ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ด้วยตนเองได้
- ประสบการณ์จากการแก้ปัญหาดังกล่าว จะทำให้บุคคลเกิดการเรียนรู้และสามารถแก้ปัญหานั้นได้โดยลำพังในเวลาต่อมา
ในด้านการเรียนรู้ของบุคคล ไวกอตสกี้ ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขอบเขตของการเรียนรู้ไว้ สรุปว่า ผู้เรียนสามารถพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของตนเองขึ้นได้ด้วย การรับคำชี้แนะหรือทำงานร่วมกับผู้ที่มีความชำนาญเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ไวกอตสกี้ อธิบายการพัฒนาขอบเขตของการเรียนรู้ว่า เป็นการลดช่วงห่างระหว่างระดับพัฒนาการทางสติปัญญาที่ผู้เรียนมีอยู่ในขณะนั้น ซึ่งดูได้จากปัญหาที่ผู้ เรียนไม่สามารถแก้ได้โดยลำพัง แต่สามารถแก้ปัญหานั้นได้ถ้าได้รับการชี้แนะจากผู้มีความชำนาญมากกว่า ช่วยให้ผู้เรียนรู้และสามารถแก้ปัญหานั้นได้ด้วยตนเองในเวลาต่อมา
2.4 การทำงานร่วมกันระหว่างผู้เรียน
ผู้เรียนที่มีทักษะและภูมิความรู้เดิมที่แตกต่างกัน ควรมีการอภิปรายร่วมกัน เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนความเข้าใจ ความรู้ที่เกิดขึ้น โดยการทำงานร่วมกันของผู้เรียนต้องดูตามศักยภาพของแต่ละคนภายใต้คำแนะนำของครูหรือเพื่อน ซึ่งจะทำให้ประเมินความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
2.5 ขอบเขตของการจัดการเรียนรู้
ความรู้ประกอบด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่เดิม และเมื่อเราเรียนรู้ต่อไปความรู้เดิมก็จะถูกปรับเปลี่ยนไป การปรับเปลี่ยนความรู้ต่างๆ ถือว่าเป็นการรับความรู้เข้ามาและเกิดการปรับเปลี่ยนความรู้ขึ้น บางครั้งเราคิดว่าถ้าเรามีหลักสูตรที่ดีพอและเต็มไปด้วยข้อมูลที่สามารถให้กับผู้เรียนได้มากที่สุดเท่าที่เราจะให้ได้แล้ว ผู้เรียนก็จะสามารถเรียนรู้ได้เอง แต่ทฤษฎี constructivism กล่าวว่า หลักสูตรอย่างนั้นไม่ได้ผล นอกจากว่าผู้เรียนได้เรียนแล้ว สามารถคิดเองและสร้างมโนภาพความคิดด้วยตนเอง ทั้งนี้ เพราะการให้แต่ข้อมูลกับผู้เรียน ไม่ได้ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสมองของคนเรามีกระบวนการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้นแล้วนำมาทำความเข้าใจว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งจะต้องนำมาสร้างความรู้ ความรู้สึก และมโนภาพของเราเองด้วย ซึ่งรูปแบบการศึกษาควรเป็นแบบที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง คือ ผู้เรียนจะเป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุด หมายความว่าผู้เรียนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กันกับสิ่งกระตุ้น สิ่งกระตุ้นในที่นี้ หมายถึง ครู ผู้สอน หรือสิ่งแวดล้อมที่จะไปกระตุ้นผู้เรียน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยชี้แนะแนวทางการคิดให้กับผู้เรียน นอกจากนี้การสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งกระตุ้นต่างๆ จะทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างเป็นความรู้ขึ้นในสมอง

ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Constructivism_(learning_theory)

1 ความคิดเห็น: